20-05-2563

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หารือ 13 กลุ่มสตาร์ทอัพ ชง 5 แนวทางช่วยเหลือช่วงภาวะวิกฤตโควิด-19

   ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในการประชุมหารือร่วมกับ 13 กลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น หรือ สตาร์ทอัพ และหน่วยงานที่อยู่ในระบบนิเวศ เพื่อหารือถึงมาตรการช่วยเหลือสตาร์ทอัพในช่วงวิกฤต จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19

ดร.สุวิทย์ เปิดเผยหลังการประชุมว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยพบว่ากว่าร้อยละ 95 ประสบปัญหาสภาพคล่อง จึงอาจส่งผลกระทบให้มีการเลิกจ้างและมีการผิดนัดชำระหนี้ อันเกิดจากความผันผวนในตลาดเดิม ทำให้ขาดกำลังซื้อจากผู้บริโภคบนช่องทางการขายแบบเดิม จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและลดประสิทธิภาพในการระดมทุน จึงได้เสนอแนวนโยบายการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นในสภาวะวิกฤต 5 แนวทางดังนี้

1. แนวทางการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่วิสาหกิจเริ่มต้น ขอมาตรการสนับสนุนทางการเงินและการลงทุน ได้แก่ การสนับสนุนเงินให้เปล่าจากภาครัฐ โดยการปรับเปลี่ยนและลดเงื่อนไขให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น, มาตรการสนับสนุนสินเชื่อและดอกเบี้ยจากธนาคารภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการระดมทุนจากแหล่งต่าง ๆ อาทิ โครงการนวัตกรรมดีไม่มีดอกเบี้ย เป็นต้น ผ่านกลไกที่ NIA ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการใช้งานของแพลตฟอร์มสตาร์ทอัพไทย สนับสนุนเรื่องของเงินเดือนพนักงานเพื่อรักษากำลังคนที่มีคุณภาพและธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อไปได้

2. แนวทางการเสริมสภาพคล่องของตลาดและการพัฒนาตลาดใหม่ เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้บริโภค และ กลุ่มสตาร์ทอัพ ด้วยการจัดทำ Marketplace สร้างการรับรู้และให้เข้าถึงบริการของสตาร์ทอัพให้เข้าถึง กลุ่มลูกค้าตลอดจนสนับสนุนบริการของสตาร์ทอัพไทย และการพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนใช้บริการสตาร์ทอัพมากขึ้น

3. แนวทางการสนับสนุนในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการขอมาตรการสนับสนุนทางการคลัง อาทิ นิติบุคคลที่ซื้อบริการจากสตาร์ทอัพสามารถหักภาษีนิติบุคคล 200 เปอร์เซ็นต์ สร้างมาตรการทางภาษีสนับสนุนการใช้งานของสตาร์ทอัพไทย เช่น บุคคลที่ซื้อบริการจากสตาร์ทอัพสามารถลดหย่อนภาษีไม่เกิน 15,000 บาท

ลดข้อจำกัดบางประการของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ให้สตาร์ทอัพมีโอกาสเข้าถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ช่วยเจรจากับผู้ให้บริการเรื่องการลดราคาในส่วนที่กระทบกับค่าใช้จ่ายของสตาร์ทอัพ และผลักดันกฎหมายเพื่อสนับสนุนการให้บริการของสตาร์ทอัพให้สามารถนำไปใช้ให้เกิดการพัฒนาบริการได้

4. แนวทางการส่งเสริมความรู้และการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นรายใหม่ พัฒนาองค์ความรู้การ บริหารจัดการองค์กรในสภาวะวิกฤต ทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ การบริหารบุคลากร รายได้และ ต้นทุน การบริหารจัดการคู่ค้า เป็นต้น พัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพรายใหม่ เพื่อทดแทนสตาร์ทอัพที่ปิดกิจการไป เช่น การ Re-skill และ Up-skill เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถ ของกำลังคนที่มีศักยภาพ

และ 5.แนวทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสร้างแนวทางใหม่ สนับสนุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพ สามารถดำเนินธุรกิจได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จัดทำ Thailand National Startup Team เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน และเป็นตัวเลือกในการพิจารณาของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน เช่น อุตสาหกรรมคอนเทนต์ เป็นต้น

   ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า จากข้อเสนอที่กลุ่มสตาร์ทอัพ เสนอมานั้นกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมรับไว้พิจารณา และมีนโยบายชวนกลุ่มสตาร์ทอัพให้คิดถึงการสร้างงานสร้างอาชีพแห่งอนาคต ต่อไป โดยจะมุ่งเน้นในการพิจารณาในการเยียวยาเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมทั้งพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการผนึกกำลังสร้างความเข้มแข็งให้อยู่รอดได้