อธิบดี สกร. Surprise Visit มอบนโยบายเชิงรุก ปรับเกณฑ์ศูนย์เรียนรู้ 14 จังหวัด ปลดล็อกอัตรากำลัง–ยกระ...

อธิบดี สกร. Surprise Visit มอบนโยบายเชิงรุก ปรับเกณฑ์ศูนย์เรียนรู้ 14 จังหวัด ปลดล็อกอัตรากำลัง–ยกระดับบุคลากร ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
2026-08-14 12:27:16
img-news
วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เดินทางไป Surprise Visit เพื่อพบปะ เยี่ยมเยียน และให้กำลังใจคณะผู้บริหารและผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแนวทาง หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดตั้งหรือยุบเลิกศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยมอแกน รวมทั้งปรับปรุงระเบียบกรมส่งเสริมการเรียนรู้ว่าด้วยการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยมอแกน พ.ศ. 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพมหานคร
การประชุมครั้งนี้มี ดร.วัชรีวรรณ กันเดช รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายวิทยา ประวะโข และนางพุทธชาต ทองกร ที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยการกอง กลุ่ม และศูนย์ส่วนกลาง ผู้แทนสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดในพื้นที่สูงและพื้นที่เกี่ยวข้อง 14 จังหวัด ตลอดจนผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
ดร.เกศทิพย์ได้มอบแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างและการบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้ ทั้งการจัดตั้ง ยุบเลิก หรือควบรวมศูนย์ในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ตาก น่าน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี พังงา และประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้ส่วนกลางและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่มีทิศทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน โดยย้ำว่าทุกกระบวนการต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ยึดประโยชน์ของประชาชน และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
สำหรับการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้แห่งใหม่ ต้องพิจารณาความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งสถานที่และกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกต้อง เพื่อรองรับการขอใช้งบประมาณก่อสร้าง ตลอดจนแผนอัตรากำลังและงบประมาณที่เพียงพอและเหมาะสม เพราะการเปิดศูนย์โดยขาดความพร้อมอาจกลายเป็นปัญหาในอนาคต
ส่วนการยุบหรือยกเลิกศูนย์ จะพิจารณาเฉพาะกรณีที่มีผลวิเคราะห์ชัดเจนว่า ในอนาคตจะไม่มีกลุ่มเป้าหมายหรือผู้เรียนมาใช้บริการ และมีสถานศึกษาอื่นรองรับอยู่แล้ว โดยต้องวางแผนบริหารจัดการทรัพยากร ทั้งที่ดิน อาคาร และบุคลากรเดิมให้ชัดเจน ขณะที่ศูนย์ซึ่งยังไม่มีผู้เรียนแต่พื้นที่ยังจำเป็นต้องมีจุดบริการการเรียนรู้ อาจพิจารณาควบรวมกับศูนย์ใกล้เคียง เพื่อบริหารอัตรากำลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เพิ่มภาระหรือกระทบต่อการเดินทางของประชาชน
อธิบดี สกร. ยังเน้นย้ำให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อจำกัดเฉพาะแห่งมาวิเคราะห์ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด หากพื้นที่ใดมีเงื่อนไขหรือความจำเป็นเป็นกรณีพิเศษ ก็สามารถกำหนดข้อยกเว้นที่เหมาะสมได้
พร้อมกันนี้ ให้จัดหมวดหมู่ศูนย์เรียนรู้และถอดบทเรียนจากศูนย์ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อค้นหาปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors) และกำหนดตัวชี้วัดสำคัญ (KPI) สำหรับนำไปประยุกต์ใช้และเติมเต็มการดำเนินงานของศูนย์อื่น ยกระดับมาตรฐานการให้บริการในภาพรวมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ด้านกระบวนการทำงานร่วมกัน อธิบดี สกร. เสนอให้ปรับแนวทางการระดมความคิดเห็น จากการประชุมกลุ่มใหญ่เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน มาเป็นการให้ส่วนกลางจัดทำ “โครงสร้างหลัก” หรือร่างกรอบแนวทางเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เพิ่มเติมรายละเอียด ข้อมูล และข้อจำกัดเฉพาะแห่ง วิธีการดังกล่าวจะช่วยให้การหารือกลุ่มย่อยมีประเด็นชัดเจน ตรงจุด สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ตลอดจนช่วยประหยัดเวลาและงบประมาณ
“การปรับโครงสร้างทั้งหมดต้องยึดประโยชน์และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของประชาชนเป็นศูนย์กลาง มากกว่าความสะดวกของบุคลากร ขณะเดียวกัน ปัญหาในระดับปฏิบัติการไม่ใช่ภาระของคนในพื้นที่เพียงลำพัง ส่วนกลางและสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดต้องร่วมกันสนับสนุนและแก้ไขอย่างเต็มที่” อธิบดี สกร. กล่าว
สำหรับการบริหารอัตรากำลัง โดยเฉพาะตำแหน่งบรรณารักษ์ซึ่งมีอัตราว่างประมาณ 370 อัตรา อธิบดี สกร. มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนและปรับบทบาทให้สอดคล้องกับภารกิจในปัจจุบัน รวมทั้งเปิดเส้นทางความก้าวหน้าให้บุคลากรสามารถเติบโตสู่สายงานบริหาร โดยไม่ปล่อยให้ตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษว่างลงโดยไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลบุคลากรอย่างละเอียด ทั้งจำนวน คุณวุฒิ และความสอดคล้องกับสายงาน เพื่อประกอบการพิจารณาปรับบทบาทไปสู่การเป็นนักจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือนักวิชาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) แบบครบวงจร ควบคู่กับการเพิ่มพูนสมรรถนะและคุณสมบัติที่จำเป็น เช่น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และองค์ความรู้เฉพาะด้าน ผ่านกระบวนการอบรมและพัฒนา เพื่อให้บุคลากรสามารถเติบโตในสายงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมั่นคง
อธิบดี สกร. ย้ำว่า การปรับโครงสร้างหรือบทบาทภารกิจจะต้องไม่ทอดทิ้งบุคลากร หากมีผู้ได้รับผลกระทบ หน่วยงานต้องเร่งเข้าไปดูแล เติมเต็มสมรรถนะ และหาแนวทางแก้ไขอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
ส่วนโครงสร้างกรมใหม่และการสอบบรรจุในตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนดนั้น ผู้บริหารระดับสูงจะเร่งติดตามกรอบอัตรากำลังตามมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งผลักดันการปลดล็อกข้อจำกัดด้านหลักเกณฑ์และสถานะต่าง ๆ เช่นเดียวกับที่ สกร. เคยดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสถานะนักศึกษา เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นอกจากนี้ อธิบดี สกร. ยังกล่าวถึงการปกป้องภารกิจและสินทรัพย์สำคัญของหน่วยงาน โดยเฉพาะ “ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ” ซึ่งเคยเผชิญข้อเสนอด้านโครงสร้างที่อาจส่งผลต่อการดำรงอยู่ของหน่วยงาน โดยย้ำว่า การแก้ปัญหาต้องไม่ยึดติดกับประสบการณ์หรือรูปแบบการทำงานเดิม แต่ต้องยึดพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ทั้ง 36 มาตรา และเชื่อมโยงภารกิจตามกฎหมายในทุกมิติ เพื่อยืนยันบทบาทและความสำคัญของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพในฐานะแหล่งส่งเสริมการเรียนรู้ที่ต้องอยู่คู่กับ สกร. ต่อไป
กรมส่งเสริมการเรียนรู้พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท และยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพ ภายใต้เป้าหมาย “สกร. จะอยู่ในใจทุกครัวเรือน”
0:00
0:00
/
0:00
0:00
/
0:00